| Paul_012님의 프로필Paul_012 - Don't let die...사진블로그리스트 | 도움말 |
Paul_012 - Don't let die inspirations.
|
|||||
|
10월 20일 Moving again... back this time. คิด ๆ ดูแล้วถ้าจะเป็นทาส evil empire ก็ขอเป็นทาส Google ดีกว่า... (ไง ๆ ก็เท่กว่า Microsoft อยู่หลาย) + WLS อืดเกิน... (ถึงจะดีขึ้นเยอะแล้วก็ตาม) + ไม่ได้ต้องการพวก social networking features ซึ่งรู้สึกว่า WLS เหมือนจะยัดเยียดให้ยังไงไม่รู้ ก็กลับไปใช้ที่ http://paul012.blogspot.com แล้วนะครับ... (Readership หายไปเรื่อย ๆ...) 9월 22일 My God, the irony...9월 2일 On the YouTube issueคราวก่อนบอกว่าอีกนานแค่ไหนไม่ทราบ ต้องคอยลุ้นต่อไป ปรากฏว่าไม่ค่อยเห็นจะมีใครหลงเข้ามาอ่านหรือช่วยลุ้น แต่เอาเถอะครับ ถือว่าสถานการณ์ได้โอกาสประจวบเหมาะที่จะพูดถึงเรื่องนี้แล้วกัน อย่างที่หลาย ๆ ท่านอาจจะทราบ ว่าทาง MICT (เผลอจะคิดบ่อย ๆ ว่าย่อมาจาก Mandate for the Internet Censorship Taskforce) เลิกบล็อค YouTube แล้วตั้งแต่เมื่อวานซืน หลังจากที่ Google ตกลงเซ็นเซอร์คลิปวิดีโอบางเรื่อง ไม่ให้ผู้เข้าชมจากประเทศไทยสามารถรับชมได้ มองในแง่หนึ่ง ก็น่าจะเป็น [compromise] ที่แก้ปัญหาเบื้องหน้าได้ดีในระดับหนึ่งครับ เพราะอย่างที่ผมเคยแสดงความเห็นกับเพื่อน ๆ บางคน ว่าประเด็นปัญหานี้มันเกิดขึ้นมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม กล่าวคือ เมื่อเนื้อหาบางอย่างเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่ได้ในทั้งสองวัฒนธรรมที่กล่าวถึง ก็ไม่เกิดปัญหา จึงไม่มีใครมีปัญหากับคลิปแมวร้องเพลง และก็ไม่มีใครมีปัญหากับคลิปโป๊ที่ไม่มีอยู่บน YouTube แต่เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์ไปเหยียบเส้นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเข้า จึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ที่ทำให้ [integrity] ของอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องถูกลิดรอนเพื่อรักษา [cultural identity] ของแต่ละฝั่งบนเส้นนั้นไว้ ซึ่งเส้นความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ว่าในกรณีดังกล่าว ก็คือ free speech vs respect for the King อย่างที่หลาย ๆ คนคงทราบ มองตรงนี้ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าว ก็ดูไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร... ตราบที่ยอมรับได้ว่า หลักพื้นฐานของประชาธิปไตยบางข้อนั้นเข้าไม่ได้กับวัฒนธรรมไทย และรัฐจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อรักษาวัฒนธรรมนั้นไว้เหนือหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยดังกล่าว แต่เงื่อนไขนี้ เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ผมไม่ยินดีที่จะยอมรับเท่าไรครับ สมัยที่มีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เมื่อผมได้เปิดอ่านดูก็แปลกใจอยู่ครับ เพราะไม่เคยทราบว่าการที่ "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้" นั้นเป็นเรื่องที่ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อาจเพราะตอนนั้น ผมยังไม่ได้เข้าใจถึงลักษณะของระบอบการปกครองที่ต้องมีการ [adapt and modify] ให้เข้าได้กับวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ที่รับเอาระบอบการปกครองนั้นไปใช้ และการที่ว่าพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายนั้นก็มีเงื่อนไขรายละเอียดที่จำเพาะอยู่มาก แต่ผมก็ยังอยากจะถามครับ ว่าจำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องรักษาวัฒนธรรมเดิม ๆ นั้นไว้เหนือสิ่งอื่นใด ที่จะต้องกำหนดเอาไว้ในบทบัญญัติสูงสุดของประเทศ ในเมื่อคนไทยทุกคนรักในหลวงอยู่แล้ว ทำไมถึงจะต้องกำหนดบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักพื้นฐานที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของประชาธิปไตยไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยล่ะครับ ทุกวันนี้บทบัญญัติที่มีไว้เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าสิ่งอื่นใดครับ (อันที่จริงแล้วอาจจะรองจาก "ความมั่นคงของประเทศ" อยู่พอสมควร) และหากคนไทยไม่ได้รักในหลวงจริง บทบัญญัตินั้นจะไปบังคับเขาได้ที่ไหนเล่าครับ ทำไมล่ะครับ ถึงจะต้องปิดกั้นไม่ให้ผู้คนได้เห็นความเห็นของคนอื่นที่ไม่ใช่คนไทย ที่ไม่ได้รักในหลวง ในเมื่อก็เห็นอยู่แล้วว่าคนไทยเราเทิดทูนพระมหากษัตริย์ขนาดไหน หรือว่าคิดว่าคนไทยไม่ได้รักในหลวงจริง? หรือว่าคิดว่าคนไทยจะโง่พอที่จะทำให้วิดีโอคลิปคลิปหนึ่งทำให้จิตวิญญาณของความเป็นไทยนั้นบอบช้ำไปได้?
................
ผมไม่เคยพูดครับว่าวัฒนธรรมไทยที่มีอยู่นั้นคร่ำครึล้าสมัย ควรที่จะเลิก ๆ ไปได้แล้ว แต่กระแสโลกาภิวัตน์นั้น กำลังเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม และคงยากครับ ที่จะหลีกเลี่ยง หรือตั้งกำแพงกีดขวางไว้ได้ ตอนนี้เราก็คงได้แต่เฝ้ามองครับ ว่าอะไรจะพังไปก่อนกัน บนทั้งสองฝั่งของเส้นบาง ๆ ของสงครามความแตกต่างทางวัฒนธรรม 8월 19일 My (long-belated) take on politicsเคยพูดไว้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับมุมมองทางการเมืองของผมมาหลายครั้ง หลายปี แต่ก็ไม่ได้ทำสักที จนมุมมองที่ว่านั้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบแล้ว... เอาเถอะ มาเริ่มด้วยเรื่องราวของวันนี้ก่อนแล้วกันครับ... ด้วยความที่ดักดานอยู่บนวอร์ดมาหลายเพลา ก็แทบจะไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองหรือแม้กระทั่งรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติแต่อย่างใด (ถึงจะอยู่แค่ศัลย์-สูติก็เถอะ) ผมจึงรู้สึกว่ายังมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจไม่เพียงพอ สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไปลงคะแนนมันซะเลย เพราะรู้สึกว่าการให้ประชาชนไปลงมติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุมถังชนนี่มันดูน่าขันอยู่ เหมือนจะต้องการให้การลงประชามติเป็นการสร้างคำว่าประชาธิปไตยขึ้นมาได้ แล้วคนจัดก็ไม่ใช่ใครนอกจากกลุ่มบุคคลที่เอารถถังแล่นเข้าเมืองหลวงแล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไปเมื่อไม่นานมานี้ ถึงการไปลงคะแนน ไม่รับ จะเป็นการแสดงออกถึงทัศนคตินี้ได้ในบางส่วน แต่ผมก็รู้สึกว่ายังนับเป็นการมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างภาพประชาธิปไตยนี้อยู่ดี กอปรกับการที่ยังมองการณ์ในภาพรวมได้ไม่ดีนัก และความค่อนข้างเบื่อและเอือมระอาเต็มที จึงนำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว
ดูจะขัดกับแนวคิดความมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผมเองก็เคยพูดถึงหรือเปล่าครับ อย่างที่เคยเล่าให้บางคนฟังในช่วงที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วครับ ว่าประชาธิปไตยคืออะไรกันแน่ เพราะหลักการบางอย่างที่ผมเคยมั่นใจอยู่เดิม เช่น Democracy ≠ Majoritarianism (ประชาธิปไตยไม่ใช่การให้อำนาจเหนือกว่าแก่คนส่วนใหญ่) เมื่อคิดดูแล้ว มันทำให้เกิดความขัดแย้งบางอย่าง หลักการที่สำคัญของประชาธิปไตยอย่างหนึ่งคือ majority rule ควบคู่กับ minority rights หรือการปกครองโดยเสียงข้างมาก โดยในขณะเดียวกันต้องมีการรับรองสิทธิของประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งหลักการให้อำนาจตัดสินใจแก่เสียงส่วนมากนั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนมากกว่า 1 คนไม่สามารถมีความเห็นพ้องต้องกันได้ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกัน เสาหลักของประชาธิปไตยข้อนี้เอง ก็ขัดกับอุดมการณ์สูงสุดที่ให้ความเท่าเทียมแก่บุคคล เพราะถึงแม้จะมีการรับรองสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ก็เท่ากับว่ายอมรับว่ารัฐบาล (คือเสียงข้างมาก) สามารถให้ผลประโยชน์ หรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ในส่วนที่นอกเหนือจากสิทธิเสรีภาพพื้นฐานที่รับรองไว้โดยหลักการของประชาธิปไตยนี้ได้ โดยไม่เท่าเทียมกัน ที่สุดแล้วผมจึงต้องสรุปว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่อุดมการณ์ที่สามารถมีได้อย่างสมเหตุสมผลในโลกอุดมคติ (ลองเทียบกับหลักเผด็จการ ซึ่งถึงแม้จะยอมรับได้ยากในเชิง [normative] แต่ก็ [perfectly logical] เพราะไม่มีอะไรขัดแย้งกับผู้นำคนเดียวนั้นได้) อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะผมเองก็พูดอยู่เสมอว่าโลกไม่ใช่ตาชั่ง และไม่มีความยุติธรรมบนโลกนี้ ประชาธิปไตยก็เป็นเพียงแต่ระบอบการปกครองที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกปัจจุบัน ไม่เคยมีใครบอกว่าจะหาที่ติไม่ได้ แต่พอมองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ดูซับซ้อนขึ้นทุกวัน เดี๋ยวนี้ผมเลยไม่ทราบว่าจะเชื่ออะไร จะยึดอะไรเป็นหลักในการตัดสินใจอีกต่อไป...
อันที่จริง เรื่องที่ว่าเคยบอกว่าจะพูดถึงมาเป็นปีแล้ว คือข้อติที่ว่า "เยาวชนสมัยนี้ไม่มีความกระตือรือร้น ความสนใจเกี่ยวกับความเป็นไปของบ้านเมือง" ซึ่งได้ยินมาเป็นสิบปีแล้ว และปัจจุบันนี้ก็ยังได้ยินอยู่ ผมไม่ทราบเกี่ยวกับสภาพสังคมหรอกครับ ผมไม่ทราบว่าข้อความข้างต้นนั้นจริงแค่ไหน แต่สำหรับตัวผมเอง ผมมีความเชื่อสูงสุดเกี่ยวกับการเมืองว่า "การเมืองเป็นเรื่องสกปรก" และไม่มีทางที่ใครที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองจะผ่านพ้นออกมาได้โดยไม่แปดเปื้อน แค่นี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผมไม่อยากจะสนใจหรือมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความเป็นไปทางการเมือง (นอกจากแสดงความเห็นส่วนตัวเงียบ ๆ ไปวัน ๆ) ได้เหลือเฟือแล้วครับ ใช่ครับ... ขัดกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย อย่างที่ Pericles กล่าวถึงการปกครองของนครรัฐเอเธนส์ไว้ว่า "We alone regard a man who takes no interest in public affairs not as harmless, but as a useless character." แต่ ณ ปัจจุบัน ผมเองค่อนข้างจะพอใจที่จะเป็นคนไร้ประโยชน์ และไม่เป็นอันตราย ไม่ใช่ต่อสังคม แต่ต่อตัวเองครับ อาจจะเพราะสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่ทำให้เราไม่รู้สึกว่าต้องดิ้นรนต่อสู้ และมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปได้ แต่หน้าที่ที่จะทำให้ตนเองมีประโยชน์ตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น สำหรับผมตอนนี้ มันยังไม่คุ้มกับความเสี่ยง และความสกปรก ที่จะติดตัวมา และผมยังเชื่อครับว่า"การเมืองเป็นคำสาปของมนุษยชาติ" เพราะถึงแม้ผมจะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกเพียงใด เป็นสิ่งบั่นทอนความเจริญเพียงใด มันก็เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสันดานของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มมีวัฒนธรรม และไม่มีทางที่จะหลีกหนีไปได้ ตามที่ Aristotle เคยกล่าวว่า "Man is by nature a political animal."
วันหลัง (อีกนานแค่ไหนไม่ทราบ) อาจจะเขียนเรื่อง The YouTube issue ต่อ ต้องคอยลุ้นต่อไป... 7월 18일 แล้วพรุ่งนี้?เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ขณะเดินไปรถไฟฟ้าสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผมได้ยินเพลง "พ่อแห่งแผ่นดิน" ที่เปิดขึ้นจอตรงบริเวณ Victory Point ก็พลันเกิดรู้สึกใจหายวาบ สับสนบอกไม่ถูก และรู้สึกว่าน้ำตาเริ่มจะคลอ ส่วนหนึ่งจะว่าน้ำตานั้นเกิดจากความตื้นตันในเนื้อหาของเพลง ก็อาจเป็นได้ แต่สิ่งที่ปรากฏในความคิดขณะนั้นมันน่าเศร้า และมืดมนกว่ามาก ก็เพราะเนื้อเพลงท่อนสุดท้ายที่ว่า "ไทยทั้งผองภูมิใจ ไทยเป็นไทยจนวันนี้ เพราะองค์ภูมิพลที่ คุ้มครองไทย" เมื่อคิดตามและประจักษ์กับความจริงข้อนี้ คำถามถัดมาที่เกิดขึ้นทันทีในใจก็คือ แล้วเมื่อผ่านพ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแล้ว ไทย จะยังเหลือเป็นอะไรอยู่ได้อีก เมื่อไม่มีใครคุ้มครอง? |
|
|||
|
|